【 อาการ ต่อมลูกหมากอักเสบ 】แทรกซ้อน เกิดได้ ถ้าไม่รีบรักษา!!

  • Home
  • >
  • บทความ
  • >
  • 【 อาการ ต่อมลูกหมากอักเสบ 】แทรกซ้อน เกิดได้ ถ้าไม่รีบรักษา!!

February 2, 2023

อาการ ต่อมลูกหมากอักเสบ แทรกซ้อน เกิดได้ ถ้าไม่รีบรักษา

ในบทความนี้จะพูดถึง อาการ ต่อมลูกหมากอักเสบ สาเหตุเกิดจากอะไร ห้ามกินอะไร ช่วยตัวเองได้ไหม หายเองได้ไหม กี่วันหาย อันตรายไหม นอกจากยาแก้และผ่าแล้ว ยังมีวิธีรักษาด้วยอาหารเสริมยารักษาสมุนไพรที่ดีกว่าด้วยใช่ไหม?

บทความนี้จะพาคุณไปหาคำตอบกัน ถ้าพร้อมแล้วก็ไปดูกันเลย!!

อาการต่อมลูกหมากอักเสบ

การทำความเข้าใจ อาการต่อมลูกหมากอักเสบ เป็นสิ่งสำคัญเพื่อที่จะได้ป้องกันและรักษาตั้งแต่เนิ่นๆ อาการ ได้แก่

  • ปัสสาวะลำบากหรือเจ็บปวด นี่เป็นอาการที่พบบ่อยที่สุดของต่อมลูกหมากอักเสบ ผู้ป่วยจะรู้สึกปวดแสบปวดร้อนขณะทำการ
  • ปัสสาวะขัด ผู้ป่วยจะมีปัญหาในการเริ่มหรือหยุดการไหลของปัสสาวะ
  • ปัสสาวะบ่อย แม้ว่าในกระเพาะปัสสาวะจะมีปริมาณปัสสาวะเพียงเล็กน้อยก็ตาม โดยเฉพาะตอนกลางคืน
  • ปัสสาวะขุ่นหรือสีเข้ม หากเห็นว่าปัสสาวะมีสีเข้ม นั้นอาจเป็นสัญญาณของการติดเชื้อแล้วก็ได้
  • ปัสสาวะอ่อนไม่พุ่ง
  • มีเลือดในปัสสาวะ นี่เป็นสัญญาณของการติดเชื้อแล้ว ควรรีบพบแพทย์โดยด่วน
  • อ่อนเพลียมีไข้หรือหนาวสั่น อาจเป็นสัญญาณของการติดเชื้อ
  • เจ็บปวดในอวัยวะเพศชาย ผู้ป่วยอาจรู้สึกเจ็บปวดมากระหว่างการทำให้กิจกรรมทางเพศหรือระหว่างการหลั่ง
  • เบื่ออาหาร
  • น้ำหนักลดแบบไม่ทราบสาเหตุ
  • ปวดหลังส่วนล่าง สะโพก หรือกระดูกเชิงกราน ความปวดนี้อาจดูเหมือนปวดเมื่อย และจะแย่ลงเมื่อนั่งหรือยืนเป็นเวลานาน ๆ
  • ความเมื่อยล้าหรืออ่อนแรง
  • มีภาวะซึมเศร้าหรือวิตกกังวล

อาการต่างๆเหล่านี้เป็นอาการต่อมลูกหมากอักเสบทั้งสิ้น หากสงสัยว่าตัวเองเป็นควรรีบหาทางป้องกันและรักษาตั้งแต่เนิ่นๆ เช่น การรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ การลดความเครียด และการทานอาหารเสริมสมุนไพร

อาการ ต่อมลูกหมากอักเสบ

ต่อมลูกหมากอักเสบ ห้ามกินอะไร บ้าง ?

อาหารที่คนเป็นโรค ต่อมลูกหมากอักเสบ ห้ามกินอะไร นั้นมีดังนี้

  • อาหารรสเผ็ดจัด เนื่องจากพริกมีสารแคปไซซินที่ทำให้เกิดรสเผ็ดสูง อาจทำให้กระเพาะปัสสาวะระคายเคืองและทำให้อาการในระบบทางเดินปัสสาวะแย่ลงอีกด้วย
  • เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ จะทำให้ปัสสาวะบ่อยขึ้นและทำให้กระเพาะปัสสาวะระคายเคือง จนไปเพิ่มความเสี่ยงของการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ
  • เครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน เนื่องจากคาเฟอีนเป็นตัวกระตุ้นที่สามารถทำให้ปัสสาวะบ่อยได้
  • อาหารแปรรูป เพราะมีโซเดียมและสารเคมีสูงที่สามารถทำให้กระเพาะปัสสาวะและต่อมลูกหมากแย่ลงได้
  • ผลิตภัณฑ์จากนม มีไขมันสูงและอาจทำให้อาการของต่อมลูกหมากอักเสบรุนแรงขึ้น
  • สารให้ความหวานเทียม อาจทำให้กระเพาะปัสสาวะระคายเคืองและเพิ่มความเสี่ยงของการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ
  • อาหารที่มีกรดสูง อย่างเช่น ผลไม้รสเปรี้ยว และน้ำส้มสายชู
  • อาหารไขมันสูง การบริโภคอาหารที่มีไขมันอิ่มตัวและไขมันทรานส์สูง สามารถทำให้เกิดการอักเสบในร่างกาย ซึ่งอาจไปกระตุ้นให้อาการของต่อมลูกหมากอักเสบแย่ลงได้
  • เนื้อแดง เช่น เนื้อวัว เนื้อหมู เนื้อแกะในปริมาณมาก
  • อาหารปิ้งย่าง อน่างเช่น หมูกระทะ หมูย่างปรุงรสต่างๆ บนเตาถ่าน

นอกจากนี้ การกินอาหารที่มีประโยชน์และมีคุณสมบัติต้านการอักเสบ เช่น ผักและผลไม้ ปลาที่มีไขมัน ถั่วและเมล็ดพืช เมล็ดธัญพืช มะเขือเทศ และการดื่มน้ำมาก ๆ ยังช่วยล้างสารพิษและทำให้ระบบทางเดินปัสสาวะแข็งแรงขึ้นด้วย

ต่อมลูกหมากอักเสบ ห้ามกินอะไร

ต่อมลูกหมากอักเสบอันตรายไหม ?

หากพูดกันตรงๆว่า ต่อมลูกหมากอักเสบอันตรายไหม นั้นขึ้นอยู่กับความรุนแรงของอาการที่เป็นอยู่ หากรู้ตัวว่าเป็นต่อมลูกหมากอักเสบตั้งแต่เนิ่นๆตอนอาการยังไม่รุนแรงนัก ก็ถือว่าไม่อันตราย แต่หากปล่อยปะละเลยไม่หาทางป้องกันรักษาจนเกิดการติดเชื้อ ซึ่งนำไปสู่การเกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น ท่อนำอสุจิอักเสบ (Epididymitis) หนองบริเวณต่อมลูกหมาก ติดเชื้อในกระแสเลือด ซึ่งอาการจะรุนแรงมากจนอันตรายถึงขั้นเสียชีวิตได้

อีกมุมนึงหากพูดถึงในแง่ของสมรรถภาพทางเพศ ก็ต้องบอกเลยว่าอันตรายแน่ๆ การอักเสบเรื้อรังจะนำไปสู่สมรรถภาพทางเพศที่ลดลง จนอาจส่งผลให้เกิดภาวะมีลูกยากได้ด้วย

ต่อมลูกหมากอักเสบสาเหตุ เกิดจากอะไร?

สำหรับ ต่อมลูกหมากอักเสบสาเหตุ สามารถเกิดได้หลายปัจจัยมาก ได้แก่

  • มีโรคประจำตัวเกี่ยวกับทางเดินปัสสาวะอักเสบ
  • มีอาการบาดเจ็บที่ต่อมลูกหมาก อย่างเช่น การบาดเจ็บระหว่างการผ่าตัด อาจนำไปสู่การอักเสบของต่อมลูกหมากอักเสบ
  • การติดเชื้อแบคทีเรีย เช่น Escherichia coli และ Staphylococcus saprophyticus ซึ่งเป็นหนึ่งในสาเหตุที่พบบ่อยที่สุดของต่อมลูกหมากอักเสบ
  • พันธุกรรม ก็เป็นอีกปัจจัยที่เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะต่อมลูกหมากอักเสบเช่นกัน
  • ความเครียดและความวิตกกังวล เพราะความเครียดอาจทำให้กล้ามเนื้อตึงและเพิ่มการอักเสบ จนนำไปสู่อาการของต่อมลูกหมากอักเสบได้
  • ทานอาหารที่ไม่ดี อย่างเช่น อาหารที่มีอาหารแปรรูปสูงและผักและผลไม้ต่ำ
  • ขาดการออกกำลังกาย
  • อายุมาก ต่อมลูกหมากอักเสบพบได้บ่อยในผู้ชายที่มีอายุมากกว่า 50 ปี เนื่องจากต่อมลูกหมากจะขยายใหญ่ขึ้นตามธรรมชาติ
  • มีภาวะท่อปัสสาวะผิดรูป
  • เคยเข้ารับการรักษาด้วยการสวนท่อปัสสาวะ
  • เป็นโรคลำไส้แปรปรวน
  • มีประวัติการเจ็บป่วยเกี่ยวกับทางเดินปัสสาวะอักเสบ
  • เป็นโรคทางเพศสัมพันธ์ เช่น มีเชื้อ HIV หรือโรคเอดส์
  • มีภาวะขาดน้ำ

ต่อมลูกหมากอักเสบ ช่วยตัวเองได้ไหม ?

สำหรับคนที่สงสัยว่าเป็น ต่อมลูกหมากอักเสบ ช่วยตัวเองได้ไหม นั้น ต้องบอกเลยว่าโดยทั่วไปแล้ว สามารถช่วยตัวเองและมีเพศสัมพันธ์ได้ตามปกติ แต่อย่างไรก็ตาม อาการต่อมลูกหมากอักเสบของแต่ละคนนั้นอาจแตกต่างกันออกไป หากพบว่าในระหว่างช่วยตัวเองหรือมีเพศสัมพันธ์ มีอาการเจ็บปวดขึ้นมา ก็ควรยกเลิกกิจกรรมทางเพศของคุณโดยทันที

ต่อมลูกหมากอักเสบ ช่วยตัวเองได้ไหม

ต่อมลูกหมากอักเสบหายเอง ได้ไหม?

สำหรับเรื่อง ต่อมลูกหมากอักเสบหายเอง ได้ไหม เป็นคำถามที่พบบ่อยในผู้ป่วยชาย ซึ่งต่อมลูกหมากอักเสบเป็นภาวะที่ซับซ้อนโดยมีสาเหตุการเกิดหลายประการ โดยบางสาเหตุอาจทำให้หายเองได้ แต่ในขณะที่บางสาเหตุอาจต้องได้รับการรักษา

โดยต่อมลูกหมากอักเสบสามารถแบ่งออกได้เป็น 4 ประเภท คือ

  • ต่อมลูกหมากอักเสบที่ไม่แสดงอาการ (Asymptomatic inflammatory prostatitis)
  • ต่อมลูกหมากอักเสบจากแบคทีเรียเฉียบพลัน (Acute bacterial prostatitis)
  • ต่อมลูกหมากอักเสบจากแบคทีเรียเรื้อรัง (Chronic bacterial prostatitis)
  • จากกลุ่มอาการต่อมลูกหมากอักเสบเรื้อรัง (CPPS) (Chronic pelvic pain syndrome)

ซึ่งต่อมลูกหมากอักเสบที่ไม่แสดงอาการจะเป็นชนิดที่หายเองได้ ส่วนอีก 3 ชนิดนอกนั้นจำเป็นที่จะต้องทำการรักษาถึงจะหายได้

ต่อมลูกหมากอักเสบ หายเอง

วิธีรักษาต่อมลูกหมากอักเสบ

ในเรื่อง วิธีรักษาต่อมลูกหมากอักเสบ มีวิธีรักษาหลายวิธีมาก ได้แก่

  • การปรับเปลี่ยนการทานอาหาร อย่างเช่น หลีกเลี่ยงอาหารรสเผ็ดและเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
  • การเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิต เช่น การออกกำลังกายเป็นประจำ ไม่ดื่มน้ำมากๆก่อนนอน ไม่สูบบุหรี่ พักผ่อนให้เพียงพอ
  • การใช้ยาปฏิชีวนะ หากการติดเชื้อแบคทีเรียเป็นสาเหตุของต่อมลูกหมากอักเสบ แพทย์ของคุณจะสั่งยาปฏิชีวนะเพื่อกำจัดการติดเชื้อ โดยให้ทางหลอดเลือดดำ แล้วเปลี่ยนเป็นชนิดรับประทานเมื่ออาการดีขึ้น สำหรับต่อมลูกหมากอักเสบติดเชื้อชนิดเรื้อรัง จำเป็นต้องรักษาถึง 1-2 เดือน หรืออาจนานถึง 3 เดือนในบางเคส สำหรับต่อมลูกหมากอักเสบที่ติดเชื้อชนิดเฉียบพลัน จำเป็นต้องรักษาถึง 15-30 วัน
  • ใช้ยา Alpha-blockers อย่างเช่น แทมซูโลซิน สามารถช่วยคลายกล้ามเนื้อในต่อมลูกหมากและทำให้ถ่ายปัสสาวะได้ง่ายขึ้น
  • การทำกายภาพบำบัด เช่น การบริหารกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน สามารถช่วยบรรเทาอาการของต่อมลูกหมากอักเสบได้
  • การผ่าตัด ในบางกรณีที่อาการรุนแรงจริงๆ อาจจำเป็นต้องผ่าตัดเพื่อเอาเนื้อที่ไม่ดีออกจากต่อมลูกหมากออก
  • อาหารเสริมสมุนไพร อย่างเช่น Tomazing Plus พบว่ามีคุณสมบัติต้านการอักเสบและช่วยบรรเทาอาการของต่อมลูกหมากอักเสบได้

โดยส่วนมากแล้วหากอาการไม่ได้รุนแรงมากนัก อาจเริ่มรักษาจากการทานอาหารเสริมไปก่อน เพราะเป็นวิธีรักษาแบบธรรมชาติ ไร้ผลข้างเคียง อีกทั้งยังมีค่าใช้จ่ายไม่สูงมากนัก

แต่หากอาการไม่ดีขึ้น ก็จำต้องให้แพทย์จ่ายยายาปฏิชีวนะรักษาตามอาการ ซึ่งขึ้นอยู่กับวิจารณญาณของแพทย์ผู้รักษา และหากอาการไม่ดีขึ้น แพทย์อาจพิจารณาผ่าตัดเอาต่อมลูกหมากออก ซึ่งมีผลข้างเคียงแน่นอนหลังจากใช้ยาหรือหลังผ่าตัด อีกทั้งยังมีค่าใช้จ่ายที่สูงอีกด้วย

สิ่งที่ต้องรู้เกี่ยวกับ ยาแก้ต่อมลูกหมากอักเสบ

สิ่งที่ต้องรู้เกี่ยวกับ ยาแก้ต่อมลูกหมากอักเสบ นั้นมีหลากหลายประเภท ได้แก่

  • ยาปฏิชีวนะ มีไว้เพื่อรักษาต่อมลูกหมากอักเสบจากแบคทีเรียซึ่งเกิดจากการติดเชื้อในต่อมลูกหมาก ยาเหล่านี้จะทำการฆ่าแบคทีเรียที่ทำให้เกิดการติดเชื้อและลดการอักเสบ ได้แก่ ซิโปรฟลอกซาซิน(Ciprofloxacin) , ด็อกซีไซคลิน(Doxycycline) และลีโวฟลอกซาซิน(Levofloxacin)
  • Alpha-blockers เป็นยาที่ใช้ในการผ่อนคลายกล้ามเนื้อในต่อมลูกหมากและกระเพาะปัสสาวะ ช่วยให้ปัสสาวะไหลได้ง่ายขึ้น มักจะสั่งจ่ายเพื่อบรรเทาอาการของต่อมลูกหมากอักเสบเรื้อรัง (CP/CPPS) เช่น ปัสสาวะบ่อย ปัสสาวะอ่อน และปวดขณะปัสสาวะ ได้แก่ Tamsulosin, Alfuzosin และ Terazosin
  • ยาต้านการอักเสบ ใช้เพื่อลดการอักเสบและความเจ็บปวดที่เกี่ยวข้องกับต่อมลูกหมากอักเสบ เป็นยาทานหรือทาเฉพาะที่ต่อมลูกหมาก ได้แก่ ไอบูโพรเฟน (Ibuprofen) , นาโพรเซน(naproxen sodium) และไดโคลฟีแนค(Diclofenac)

กลุ่มยาเหล่านี้เมื่อใช้แล้ว อาจมีผลข้างเคียงไม่พึงประสงค์แก่ผู้ใช้ หากอาการไม่ได้รุนแรงอะไร แนะนำว่าอย่าพึ่งหันมาใช้ยาแก้ต่อมลูกหมากอักเสบเหล่านี้

คุณสามารถดูรายละเอียดเชิงลึกเกี่ยวกับ ยารักษาต่อมลูกหมากโตยี่ห้อไหนดี? เลือกยังไง? โดยกดเข้าไปที่นี่ :
【ยารักษาต่อมลูกหมากโตยี่ห้อไหนดี?】เลือกยังไง?

ทำความเข้าใจเกี่ยวกับการ ผ่าต่อมลูกหมากอักเสบ

สิ่งที่ต้องรู้เกี่ยวกับการ ผ่าต่อมลูกหมากอักเสบ เป็นทางเลือกสุดท้ายสำหรับผู้ป่วยที่มีอาการต่อมลูกหมากอักเสบที่รุนแรงหรือเรื้อรังจริงๆ แพทย์จึงจะวินิจฉัยว่าจำเป็นถึงต้องผ่าจริงๆ เพราะการผ่าตัดนั้นมีค่าใช้จ่ายที่ค่อนข้างสูงและมีความเสี่ยงในเรื่องอันตรายจากการผ่าตัดอีกด้วย ซึ่งการผ่าตัดนั้นมีหลายแบบ ดังนี้

  • การผ่าตัดต่อมลูกหมากโดยใช้วิธีส่องกล้อง (Transurethral Resection of the Prostate: TURP) แพทย์จะสอดกล้องขนาดจิ๋วลักษณะเป็นท่อเล็กๆผ่านท่อปัสสาวะเข้าไปทางอวัยวะเพศ จากนั้นก็จะตัดเนื้อเยื่อต่อมลูกหมากที่มีการอุดตันออกมา ซึ่งจะใช้เวลาประมาณ 1-2 ชม. และผู้ป่วยต้องพักฟื้นเพื่อดูอาการอีก 3 วันเป็นอย่างน้อย
  • การผ่าตัดส่องกล้องเพื่อขยายท่อปัสสาวะ (TUIP) แพทย์จะสอดกล้องเล็ก ๆ เข้าไปในท่อปัสสาวะของผู้ป่วย แล้วตัดชิ้นเนื้อชิ้นเล็กๆ เพื่อขยายท่อปัสสาวะทําให้ปัสสาวะผ่านง่ายขึ้น เหมาะสำหรับผู้ป่วยที่มีต่อมลูกหมากโตขนาดเล็กหรือปานกลาง
  • การผ่าตัดต่อมลูกหมากออกทั้งหมด

คุณสามารถดูรายละเอียดเชิงลึกเกี่ยวกับ การผ่าตัดต่อมลูกหมากอันตรายไหม? โดยกดเข้าไปที่นี่ :
【การผ่าตัดต่อมลูกหมากอันตรายไหม?】ผลข้างเคียงที่ต้องเจอละ?

เมื่อกิน ยารักษาต่อมลูกหมากอักเสบ อาการ ข้างเคียงมีไหม?

แน่นอนว่าการกิน ยารักษาต่อมลูกหมากอักเสบ อาการ ข้างเคียง ต้องมีเสมอไม่มากก็น้อยซึ่งแตกต่างกันไปตามบุคคล ซึ่งผลข้างเคียงที่พบบ่อยที่สุดในกับยารักษาต่อมลูกหมากอักเสบ ได้แก่

  • คลื่นไส้อาเจียน
  • ท้องเสีย
  • ท้องผูก
  • ปวดหัว
  • อาการวิงเวียนศีรษะ
  • ความเหนื่อยล้า
  • ผื่นขึ้นที่ผิวหนัง
  • อาการแพ้
  • นอนไม่หลับ
  • หน้ามืด
  • คัดจมูก
  • สมรรถภาพทางเพศลดลง
  • การหลั่งของน้ำเชื้ออสุจิผิดปกติ
  • ความต้องการทางเพศลดลง
  • ความดันโลหิตต่ำ
  • เต้านมขยายใหญ่ขึ้น เกิดในผู้หญิงเท่านั้น

อยากให้จำไว้ว่าอาการข้างเคียงที่ได้จากยารักษาต่อมลูกหมากอักเสบนั้น เกิดขึ้นแตกต่างกันไปแล้วแต่บุคคล ไม่ใช่ว่าทุกคนจะมีผลข้างเขียงที่พูดมาข้างต้นทั้งหมด แต่แน่นอนว่าทุกคนต้องมีอาการจากผลข้างเคียงไม่อาการใดอาการนึง

ยารักษา ต่อมลูกหมากอักเสบ อาการ

แนะนำควรทานอาหารเสริม สมุนไพรต่อมลูกหมากอักเสบ

หากอาการไม่ได้รุนแรงขนาดมีเลือดปนอยู่ในปัสสาวะ การทานอาหารเสริม สมุนไพรต่อมลูกหมากอักเสบ ก็ให้ผลลัพธ์ได้ใกล้เคียงกับการทานยาที่แพทย์จ่ายให้ อีกทั้งเนื่องจากรักษาด้วยสมุนไพร จึงไม่มีผลข้างเคียงใดๆตามมาเหมือนการทานยา

ส่วนอาหารเสริมสมุนไพรที่ใช้รักษาต่อมลูกหมากอักเสบนั้นควรที่จะมีส่วนผสมหลักมาจากมะเขือเทศ เพราะมะเขือเทศได้ชื่อว่าเป็นเจ้าแห่งการรักษาโรคที่มาจากต่อมลูกหมากทั้งหมด

เนื่องจากในมะเขือเทศนั้นมีสารที่ชื่อว่า ไลโคปีน (Lycopene) ซึ่งสามารถลดอาการต่อมลูกหมากโต ลดอาการอักเสบจากต่อมลูกหมาก และสามารถป้องกันมะเร็งต่อมลูกหมากได้อีกด้วย หนำซ้ำยังช่วยการทำงานของระบบประสาท และสังเคราะห์ฮอร์โมน ช่วยให้ระบบสืบพันธุ์ดีขึ้น ทำหน้าที่ป้องกันการเสื่อมสภาพของเซลล์

ซึ่งอาหารเสริม Tomazing Plus สกัดสารไลโคปีนมาใช้เป็นส่วนผสมหลัก เกิดจากการวิจัยมากว่า 8 ปี และเพิ่มสารอื่นๆ เช่น สารซิงค์คลอไรด์ (ZINC) , สารกลุ่มวิตามินบี (Vitamin B) ที่ช่วยในการทำงานของอวัยวะสืบพันธุ์ให้ทำงานอย่างเต็มที่ เพิ่มประสิทธิภาพของระบบสืบพันธุ์ บำรุงต่อมลูกหมาก และช่วยป้องกันยับยั้งการอักเสบของต่อมลูกหมากอีกด้วย

และหากคุณสงสัยว่าทำไม เราถึงไม่ทานมะเขือเทศแทนที่จะทานอาหารเสริม Tomazing plus นั้นก็เพราะว่า Tomazing Plus 1 เม็ดมาจากการสกัดสารไลโคปีนเข้มข้น ปริมาณสูง จากมะเขือเทศถึง 50 – 100 ลูกนั้นเอง นั้นหมายความว่าจะทำให้ผู้ป่วยหายได้เร็วกว่าการทานมะเขือเทศถึง 50-100 เท่า

ทานอาหารเสริม สมุนไพร ต่อมลูกหมากอักเสบกี่วันหาย ?

หากถามว่าทานอาหารเสริมสมุนไพร Tomazing plus แล้วอาการของ ต่อมลูกหมากอักเสบกี่วันหาย ก็ต้องพูดเลยว่า ทานแค่ 3-5 วันเท่านั้นอาการจะดีขึ้นชัดเจน แต่หากมีอาการอักเสบรุนแรงมากอาจต้องใช้เวลาประมาณ 7-10 วัน หลังจากนั้นหากทานต่อเนื่องก็สามารถรักษาอาการอักเสบภายในต่อมลูกหมากให้หายขาดได้

สรุป

โรคต่อมลูกหมากอักเสบเป็นภาวะที่ส่งผลต่อต่อมลูกหมากและทำให้เกิดอาการต่างๆ ได้ เช่น ปัสสาวะลำบาก ปัสสาวะบ่อย ปัสสาวะอ่อนไม่พุ่ง ปัสสาวะเล็ด ปัสสาวะมีเลือด และอื่นๆอีกมากมาย รวมถึงความเจ็บปวดระหว่างการหลั่งหรือในระหว่างทำกิจกรรมทางเพศด้วย

ซึ่งหากอาการไม่รุนแรงมากนัก อาจรักษาด้วยการปรับวิธีการกินและการดำเนินชิวิตควบคู่ไปกับการทานอาหารเสริมสมุนไพร เช่น Tomazing Plus เพราะมีข้อดีตรงที่เป็นการรักษาแบบธรรมชาติ ทำให้ไม่มีผลข้างเคียงใดๆตามมา อีกทั้งยังมีค่าใช้จ่ายไม่สูงอีกด้วย

แต่หากทานแล้วไม่ดีขึ้น ก็จำเป็นที่จะต้องเข้าพบแพทย์เพื่อรับการจ่ายยาปฏิชีวนะ และหากแพทย์พิจารณาว่ายาไม่ช่วยอะไร ก็อาจจำเป็นที่จะต้องเข้ารับการผ่าตัด ซึ่งทั้งการทานยาและการผ่าตัดนั้นมีค่าใช้จ่ายต่อนข้างสูง อีกทั้งยังมีผลข้างเคียงตามมาภายหลังอีกด้วย

ผู้ป่วยส่วนใหญ่จึงเลือกที่จะเริ่มจากการทานอาหารเสริมสมุนไพรก่อน

ที่มา : Doctor 

บทความที่เกี่ยวข้อง